2008/Jan/30

     สวัสดีครับ หลังจากที่หายหน้าหายตาไปนานจนมีหลายคนสงสัยว่า ผมจบชีวิตที่ญี่ปุ่นไปแล้วมั้ง ไม่งั้นก็คงหลงทางกลับบ้านไม่ถูก หรือโดนยากูซ่าจับโบกปูนถ่วงอ่าวโตเกียวไปซะแล้ว...แต่ยังครับ ผมยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่กลับมาแล้วยังไม่มีเวลามาอัพเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องภาพกับเรื่องราวที่ญี่ปุ่น ไว้มีโอกาสจะมาเล่าในคราวต่อๆไปครับ นอกจากนั้นก็ต้องกล่าวคำว่า

"สวัสดีปีใหม่ทุกๆท่านนะครับ ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมานะครับ"

ส่วนรูปนี้ วาดไว้สำหรับสวัสดีปีใหม่ทุกๆท่านครับ เลยมา 30วันเอง ^^"

     หลังจากที่หายไปนาน จริงๆแล้วก็มีเรื่องมากมายมาเล่าครับ ไว้จะทยอยลงให้ได้อ่านก็แล้วกันครับ แต่ตอนนี้เนื่องจากเพิ่งไปเตรียมงานมีทติ้ง TG ครั้งที่3 ประจำปี 2008 มามึนมากๆ เพราะนั่งคิดเกมที่จะเอาไว้เล่นในงานครับ ส่วนวันนี้มีรูปเที่ยวญี่ปุ่นมาให้ดูเล่นๆกันรูปนึงก่อนครับได้แก่รูปนี้เอง

ในภาพเป็นชื่อ ID กับวันเดือนปีเกิดของผมเองครับ ส่วนที่มาที่ไป เดี๋ยวไว้มาจะมาเล่านะคร้าบ 

2007/Oct/07

หายไปซะนานทั้งๆที่ใกล้เวลาเดินทางแล้วแต่งานยังท่วมเลยครับ ช่วงนี้ก็ยังพยามเจียดเวลามนั่งหาที่พักด้วย เลยยิ่งวุ่นไปใหญ่ เหลืออีกสัปดาห์เดียวต้องเดินทาง แต่ยังขาดที่พักอีก2คืน (จะรอดมะเนี่ย) ว่าแล้วก็มาต่อกับการวางแผนที่เหลือเลยครับ

อันดับสามก็คือ การขอวีซ่าครับ ซึ่งสำหรับผมนี่เป็นขั้นตอนลุ้นระทึกเลย เพราะตอนนี้อยู่ในสภาพว่างงานมานานครับ จะมีงานก็เป็นลักษณะฟรีแลนซ์ทำให้การขอวีซ่าอาจจะยากซักนิด ส่วนเอกสารหลักๆที่ต้องมีก็คือ

1.หนังสือรับรองการทำงาน

2.ทะเบียนบ้านตัวจริง+สำเนาหน้าที่มีชื่อของผู้ที่จะเดินทาง1ชุด

3.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร+สำเนาทุกหน้าที่มีการรับรองสำเนาจากธนาคาร1ชุด

4.รูปถ่ายขนาด2นิ้ว 1ใบ

5.หนังสือเดินทาง จะต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย6เดือนและมีหน้าว่างอย่างน้อย2หน้า (ถ้ามีเคยเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วแต่เป็นเล่มเก่าก็แนบไปด้วยเป็นหลักฐานเพิ่มเติมได้)

6.แบบฟอร์มการยื่นคำร้องขอวีซ่า (อันนี้ไปรับแล้วกรอกที่สถานกงสุลได้ครับ)

สำหรับนักเรียน นักศึกษา ต้องใช้หนังสือรับรองสภาพนักศึกษาแทน ส่วนผมที่เพิ่งจบหมาดๆก็เลยใช้เอกสารรับรองของผู้อุปการะแทนครับ โดยผมใช้วิธีแนบไปด้วยกันกับเอกสารของผมเลย เมื่อเอกสารพร้อมแล้วก็ไปยื่นที่สถานกงสุลญี่ปุ่นครับ (อ้อสำหรับผมอยู่เชียงใหม่ก็ไปยื่นที่สถานกงสุลญี่ปุ่นที่บิซิเนสพาร์คครับ) สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าแบบทั่วไปตอนที่ไปขออยู่ที่ 980 บาทครับ ชำระในวันที่ไปฟังผลการขอวีซ่า โดยวีซ่าแบบทั่วไปจะมีอายุ 90วันนับจากวันที่ยื่นเรื่องขอครับ โดยสำหรับผมแล้วรอขั้นตอนนี้ให้เสร็จก่อนจึงจะทำขั้นตอนอื่นๆครับ เพราะจะเป็นการยืนยันว่า เราสามารถเดินทางไปได้ชัวร์ๆ จะได้ไม่จองที่พักและตั๋วเครื่องบินเก้อ

อันดับสี่ จองตั๋วเครื่องบินครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและก็ทุนเลยครับ ชอบสายการบินไหน ทุนเยอะน้อยขนาดไหนก็ไปตามใจชอบเลย สำหรับผมขอถูกๆไว้ก่อนเพราะนั่งไม่นานเท่าไหร่ อิอิ

อันดับห้า วางแผนการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นครับ โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 5-15 วัน หรือมากน้อยกว่านั้นตามจุดประสงค์และทุนทรัพย์ของแต่ละคนครับ สำหรับผมกะไว้ซัก 10 วันเพราะคราวนี้กะเที่ยวหลายๆที่ ในส่วนนี้จะนำไปประกอบการตัดสินใจในการซื้อ JR PASS ซึ่งเป็นตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และควรศึกษาเส้นทางรถไฟในการเดินทางด้วยครับ

อันดับสุดท้าย หาที่พักครับ อันนี้ก็แล้วแต่ทุนของแต่ละคนเช่นกันครับ แต่สำหรับคนที่กะเอาไว้ว่าจะเที่ยวทั้งวัน แล้วค่อยกลับมานอนอย่างเดียว แนะนำโรงแรมที่พอพักหรือซุกหัวนอนได้ก็พอครับจะช่วยประหยัดได้อีกเยอะ แต่ถ้ากะว่าเที่ยวนิดๆหน่อยๆหรือไปช๊อปปิ้งเน้นความสบายก็หาโรงแรมห้าดาวดีกว่าครับ

จริงๆแล้วยังมีเรื่องการแพ๊คกระเป๋าเดินทางอีกนะครับ แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนและลักษณะที่พักและการเที่ยวของแต่ละคนเหมือนกันครับ แต่ปลีกย่อยที่ควรนำไปก็คือ เข็มทิศ ไฟฉาย ยาสามัญประจำตัวต่างๆ สมุดโน๊ตเล็กๆไว้จดอะไรนิดๆหน่อยๆ และควรหาความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นและเมืองที่จะเดินทางไปติดตัวเอาไว้ครับ ตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเอาตัวรอดในการเดินทางครั้งนี้แล้วครับ ยังไงไว้กลับมาจะมาเล่าการเดินทางคราวนี้ให้ฟังกันนะครับ (ถ้าไม่หลงทางจนกลับไม่ถูกซะก่อนนะ)

2007/Aug/29

สวัสดีครับ ทุกๆท่าน หลังจากที่หายไปนั่งลุ้นกับเล่มงานวิจัย จนเมื่อไม่กี่วันมานี่ก็มีจดหมายมาจากที่มหาวิทยาลัยครับ ตอนแรกก็เสียวๆอยู่ แต่พอเปิดดูก็โล่งใจครับ เป็นหนังสือรับรองคุณวุฒิจากสำนักทะเบียนและประมวลผล ก็เป็นอันว่า ผมไม่ต้องนอนผวาแล้วว่าจะโดนเรียกไปแก้อีกรึเปล่า อิอิ เรียบจบแล้วครับ

ทีนี้ก็มาถึงแผนต่อไปครับจากที่เคยวางแผนไว้ว่าหลังจากเรียนจบอยากไปร่อนที่ญี่ปุ่นซัก10วัน หลังจากที่เคยไปกับทัวร์มาแล้ว คราวนี้อยากไปแบบลุยๆแบกเป้เที่ยวกับเพื่อนๆพี่ๆที่สนิทด้วยกัน ก่อนจะกลับมาหางานเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบเต็มตัว หลังจากที่ลาออกจากงานมาลุยกับงานวิจัยร่วมสองปี จากที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปีนู่น มาถึงตอนนี้เพื่อนๆพี่ๆที่กะจะไปด้วยก็ค่อยๆถอนตัวไปทีละคนครับ กลายเป็นเหลือผมอยู่หน่อเดียวที่ยังยืนยันว่าจะไปชัวร์ (แม้ความสามารถในการจดจำที่ทางจะน้อย แต่ความดันทุรังสูง-- --") และเมื่อแน่ใจว่าเรียนจบแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินแผนการครองโลก...เอ้ย แผนในการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยงบประหยัดตามที่กะเอาไว้...สู้ต๋ายค๊าบบ

อันดับแรกเลยก็คือ หาข้อมูลทุกๆอย่างจากอินเตอร์เน็ท และหนังสือท่องเที่ยวครับ ว่าการเตรียมตัวลุยญี่ปุ่นแบบแบกเป้เที่ยวมีอะไรมั่ง เพื่อวางแผนในการเดินทาง การวางแผนนั้นหลายๆคนอาจเริ่มไม่เหมือนกันครับ แต่สำหรับผม เริ่มต้นจากการกำหนดช่วงเวลาในการเดินทางก่อนครับ ส่วนนี้จะมีผลกับค่าเดินทาง สภาพอากาศ รวมถึงสิ่งที่เราจะได้พบเจอด้วยครับ ตัวอย่างเช่น เทศกาลต่างๆที่น่าสนใจของญี่ปุ่นย่อมแตกต่างกันไปตามฤดูแน่นอนครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากไปดูดอกซากุระบานช่วงฤดูใบไม้ผลิก็ต้องไปช่วงปลายเดือนมี.ค.ต้นเม.ย.ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ (อาจจะก่อนปลายเดือนซักนิดเนื่องจากสภาพอากาศของโลกเริ่มแปรปรวน-- --") สำหรับผม เลือกช่วงกลางไปถึงปลายเดือนต.ค.ครับ เหตุผลมีอยู่ว่า ช่วงนั้นอากาศกำลังเริ่มเย็นน่าจะเที่ยวสนุก แถมเป็นช่วงก่อนจะเข้าไฮซีซั่น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆไปได้พอสมควร(กลัวแค่จะเจอฝนเท่านั้นเอง) แถมครั้งที่ไปกับทัวร์นั้นผมไปช่วงเม.ย. คราวนี้ก็เลยอยากไปช่วงอื่นบ้าง อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผมก็คือ เก็บเงินได้ตามเป้าพอดี พอที่จะเอาตัวรอดในเวลา10วันนี้ครับ อิอิ

อันดับสองก็คือตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินครับ ที่ข้อนี้มาเป็นอันดับสองก็เพราะ ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งครับ ก็อาจจะเป็นข้อดีสำหรับคนที่คิดจะเดินทางไปต่างประเทศ หรือคนที่นำเข้าสินค้าครับ (สำหรับผู้ผลิตที่รับจ้างแล้วได้เงินลดลงก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ สู้ๆน่อ) ก็อาศัยโอกาสนี้แลกเงินอาจจะได้เงินเพิ่มขึ้นนิดหน่อยครับ แต่สำกรับผมครั้งนี้โอกาสเหมาะจริงๆ เพราะครั้งแรกที่ไปนี่ 100เยน=33บาท ส่วนครั้งที่สองที่ไป100เยน=37.5บาท ส่วนครั้งนี่ที่เพิ่งแลกไป 100เยน=28.5บาท (โอ้วมายก้อด...ต่างกันเกือบ10บาทแน่ะ)สำหรับคนที่มีทุนสำหรับการเดินทางเยอะคงไม่กระทบเท่าไหร่ครับ หากค่าเงินจะเพิ่มหรือลดไปซักนิดหน่อย แต่สำหรับผมนี่ขอให้มันถูกลงซักนี๊ดก็ยังดี^^"

ก็สำหรับช่วงแรกก็มีเท่านี้แหละครับ ความจริงการเตรียมตัวยังมีอีกเยอะแยะครับเพียงแต่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานครับ เอาไว้จะมาเล่าต่อละกัน